วันนี้ (25 มิถุนายน 2569) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ปาฐกถาพิเศษในงาน ROAD TO NET ZERO 2026 "Energy Transition: เปลี่ยนผ่านพลังงานไทย สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ" ในหัวข้อ “ทิศทางพลังงานไทย และความคืบหน้า PDP 2026” โดยระบุว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงานครอบคลุมทั้งไฟฟ้าและน้ำมัน ซึ่งยังเป็นเชื้อเพลิงหลักของภาคอุตสาหกรรมและขนส่ง

ปัจจุบันไทยพึ่งพาพลังงานนำเข้าสูง ทั้งน้ำมันดิบกว่า 90% รวมถึง LNG และก๊าซจากเมียนมา รัฐบาลจึงเร่งสนับสนุน Biofuel ทั้งเอทานอลและไบโอดีเซล พร้อมอุดหนุนราคา E20 และ B20 ให้ต่ำกว่าน้ำมันพื้นฐานประมาณ 5 บาทต่อลิตร เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าและกระจายรายได้สู่เกษตรกร


ในส่วนของอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งมีห่วงโซ่อุปทานในประเทศถึง 90% รัฐบาลจะรักษาสมดุลระหว่างฐานการผลิตรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป ส่งเสริมเทคโนโลยีไฮบริด และผลักดัน EV ไปพร้อมกัน โดยมุ่งให้ไทยเป็น "Last Man Standing" ฐานผลิตสุดท้ายของรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป

สำหรับ PDP 2026 วางเป้าหมายระยะยาวถึงปี 2050 ให้ไฟฟ้าพลังงานสะอาดอยู่ที่ 60% ผ่าน 4 มาตรการหลัก ได้แก่ การปลดล็อก Solar Rooftop โดยยกเลิกใบอนุญาต รง.4 และลดขั้นตอนให้เหลือ 7 วัน (ใช้เอง) และ 30 วัน (ขายคืนระบบ) ขยายโควตารับซื้อไฟฟ้าครัวเรือนจาก 90 MW เป็น 500+500 MW, เปิดเสรี Direct PPA ให้ภาคอุตสาหกรรมซื้อขายไฟสะอาดผ่านโครงข่ายการไฟฟ้าได้โดยตรง และส่งเสริมพลังงานลมและชีวมวลเพื่อความมั่นคงด้านไฟฟ้า

รัฐบาลยังเตรียมรองรับความต้องการไฟฟ้าจาก Data Center และ AI ซึ่งอาจพุ่งสูงถึง 30,000 MW ด้วยการกำหนดเงินมัดจำการจองไฟฟ้า อัตราค่าไฟสีเขียว UGT 2 ที่สะท้อนต้นทุนจริง และปรับโครงสร้างค่าไฟให้รัฐรับภาระบริการสาธารณะ เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชน

“การเดินหน้าสู่ Net Zero ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดโลก ซึ่งต้องอาศัยทิศทางที่ชัดเจน เจตจำนงที่แน่วแน่ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อเปลี่ยนวิกฤตพลังงานให้เป็นโอกาสของประเทศในอีก 5-10 ปีข้างหน้า” นายเอกนัฏ กล่าวทิ้งท้าย